ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าต้องห้าม และสินค้าควบคุมในการส่งออก
การส่งสินค้าไปต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการส่งพัสดุชิ้นเล็กหรือการส่งออกเชิงพาณิชย์ สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ผู้ส่งต้องพิจารณาคือข้อกำหนดด้านกฎหมายศุลกากร ทั้งของประเทศไทยและประเทศปลายทาง การตรวจสอบสถานะของสินค้าจะช่วยป้องกันปัญหาการถูกระงับการส่งออก การกักกันสินค้า ณ ด่านศุลกากร หรือภาระค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น
ความแตกต่างระหว่าง “ของต้องห้าม” และ “ของต้องกำกัด”
ตามพระราชบัญญัติศุลกากรของไทย สินค้าที่เข้าข่ายมีข้อจำกัดในการส่งออกจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ดังนี้
- ของต้องห้าม (Prohibited Goods): คือสินค้าที่มีกฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามนำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยเด็ดขาด เช่น สารเสพติด วัตถุลามกอนาจาร สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือสินค้าที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง
- ของต้องกำกัด (Restricted Goods): คือสินค้าที่สามารถส่งออกได้ แต่ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี และต้องได้รับหนังสืออนุญาตหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก่อนการส่งออก เช่น พระพุทธรูป โบราณวัตถุ พืช สัตว์มีชีวิต อาหาร ยา เครื่องสำอาง สารเคมี และสินค้าอันตราย
หมวดหมู่สินค้าทั่วไปที่มักมีข้อจำกัดในการขนส่งระหว่างประเทศ
รายการสินค้าที่ผู้ให้บริการขนส่งหรือสายการบินมักมีข้อจำกัด แบ่งออกเป็นกลุ่มตัวอย่างได้ดังนี้
1. วัตถุอันตรายและสารไวไฟ (Dangerous Goods)
สินค้าที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง เช่น ก๊าซอัดความดัน กระป๋องสเปรย์ วัตถุไวไฟ สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน รวมถึงแบตเตอรี่ลิเธียมและอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ติดตั้งภายใน ซึ่งต้องมีเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data Sheet: SDS) และบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล
2. สิ่งมีชีวิต พืช และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
พืช เมล็ดพันธุ์ สัตว์เลี้ยง ซากสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น งาช้าง หรือหนังสัตว์บางชนิด มักอยู่ภายใต้อนุสัญญา CITES และกฎหมายกักกันพืชและสัตว์ ซึ่งต้องผ่านการตรวจรับรองทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ก่อนทุกครั้ง
3. อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์ควบคุมสุขอนามัย
อาหารสด ผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์แปรรูป ยาแผนปัจจุบัน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ละประเทศปลายทางจะมีหน่วยงานตรวจสอบอาหารและยาที่มีข้อกำหนดเฉพาะ เช่น ข้อห้ามเรื่องเนื้อสัตว์แปรรูป หรือมาตรฐานการรับรองฮาลาล
4. สิ่งของมีค่าและเอกสารตราสารทางการเงิน
เงินสด พันธบัตร ทองคำแท่ง อัญมณีที่ยังไม่ได้แปรรูป หรือเอกสารประจำตัวราชการ มักเป็นสินค้าที่ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุทั่วไปปฏิเสธการรับส่ง เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและข้อกำหนดเกี่ยวกับการฟอกเงิน
ตัวอย่างข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละประเทศปลายทาง
นอกเหนือจากกฎหมายไทย ผู้ส่งออกต้องคำนึงถึงระเบียบศุลกากรของประเทศปลายทางด้วย ตัวอย่างเช่น
- สิงคโปร์: มีข้อห้ามเด็ดขาดเกี่ยวกับการนำเข้าหมากฝรั่งและบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงควบคุมการนำเข้ายาสมุนไพรอย่างเคร่งครัด
- มาเลเซีย: มีข้อกำหนดเข้มงวดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ และอาหารที่ต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐานเฉพาะ
- สาธารณรัฐประชาชนจีน: มีการควบคุมอุปกรณ์รับส่งสัญญาณวิทยุสื่อสาร สิ่งพิมพ์หรือแผนที่ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเส้นเขตแดน
ผลกระทบทางกฎหมายหากส่งออกสินค้าไม่ถูกต้อง
การส่งออกสินค้าที่เข้าข่ายของต้องห้าม หรือการส่งออกของต้องกำกัดโดยไม่มีใบอนุญาต อาจก่อให้เกิดผลกระทบดังนี้
- สินค้าถูกอายัดหรือยึดทำลาย ณ ด่านตรวจปล่อยศุลกากร
- ต้องรับผิดชอบชำระค่าปรับตามที่กฎหมายศุลกากรกำหนด
- มีประวัติการละเมิดระเบียบศุลกากร ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินพิธีการนำเข้าและส่งออกในอนาคต
- กรณีสินค้าต้องห้ามร้ายแรง อาจถูกดำเนินคดีทางอาญาตามกฎหมาย
แนวทางการตรวจสอบสินค้าก่อนเตรียมการส่งออก
เพื่อความถูกต้องและลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน ผู้ส่งออกควรปฏิบัติตามแนวทางเบื้องต้นดังนี้
- ตรวจสอบพิกัดศุลกากร (HS Code): จำแนกพิกัดของสินค้าเพื่อตรวจสอบว่าเป็นของต้องกำกัดที่ต้องขอใบอนุญาตส่งออกหรือไม่
- ศึกษาข้อกำหนดของประเทศปลายทาง: ตรวจสอบรายชื่อสินค้าห้ามนำเข้าผ่านเว็บไซต์สถานทูตหรือศุลกากรของประเทศปลายทาง
- จัดเตรียมเอกสารข้อมูลสินค้า: เตรียมเอกสารแสดงส่วนประกอบ ฉลากสินค้า หรือเอกสาร SDS ให้ชัดเจน
- ปรึกษาผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์: สอบถามเงื่อนไขการรับขนส่งของสายการบินหรือสายการเดินเรือก่อนการบรรจุหีบห่อ
หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านเอกสารและขั้นตอนพิธีการศุลกากรส่งออกสินค้า สามารถติดต่อปรึกษาทีมงาน KTC Global Logistics ได้ที่ โทร 02-286-1967 หรือ LINE: @ktclogistics





