บริการขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างประเทศ
เอกสารแนะนำบริษัท
ขนส่งสินค้าทางเรือ เป็นบริการสำหรับธุรกิจที่ต้องการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ Shipment ที่มีปริมาณมาก น้ำหนักสูง หรือสามารถวางแผนระยะเวลาขนส่งล่วงหน้าได้ สามารถเลือกได้ทั้งแบบไม่เต็มตู้ (LCL) และเต็มตู้คอนเทนเนอร์ (FCL) ตามปริมาณสินค้า เส้นทาง และต้นทุนรวมของแต่ละ Shipment
KTC Global Logistics ให้บริการ Sea Freight สำหรับงานนำเข้าและส่งออก พร้อมช่วยตรวจสอบรูปแบบการขนส่ง จองระวางเรือ ประสาน Pickup ดำเนินพิธีการศุลกากรตามขอบเขตงาน ตรวจสอบเอกสารการขนส่ง และประสานงานกับตัวแทนปลายทาง โดยสามารถตรวจสอบบริการผ่านท่าเรือหลัก เช่น ท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพตามเส้นทางที่ให้บริการ
หากต้องการตรวจสอบราคา สามารถส่ง Port of Loading, Port of Discharge, Commodity, จำนวน Package, น้ำหนัก, Dimensions หรือ CBM, Cargo Ready Date และ Incoterms ให้ทีมงานตรวจสอบรูปแบบบริการ ตารางเรือ และค่าใช้จ่ายเบื้องต้นได้
ต้องการเช็กราคาขนส่งสินค้าทางเรือ?
ส่งรายละเอียด Shipment พร้อมท่าเรือต้นทางและปลายทางให้ KTC ตรวจสอบว่าเหมาะกับ LCL หรือ FCL รวมถึง Schedule และค่าใช้จ่ายก่อน Booking
บริการขนส่งสินค้าทางเรือคืออะไร?
บริการขนส่งสินค้าทางเรือ หรือ Sea Freight คือการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศด้วยเรือ โดยสามารถใช้พื้นที่ร่วมกับสินค้าอื่นแบบ LCL หรือใช้ตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้แบบ FCL
บริการนี้เหมาะกับทั้งงาน Import และ Export และสามารถกำหนดขอบเขตบริการได้ตั้งแต่ Port to Port, รับสินค้าจากโรงงานหรือคลังสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งต่อที่ประเทศปลายทาง ขึ้นอยู่กับ Incoterms, ประเทศ, ประเภทสินค้า และ Quotation ของแต่ละ Shipment
เมื่อเทียบกับ Air Freight การขนส่งทางเรือมักเหมาะกับสินค้าที่มีปริมาตรหรือน้ำหนักมากและไม่ได้มีข้อจำกัดด้านเวลาที่เร่งด่วนมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือกวิธีขนส่งจาก Freight Rate เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายต้นทาง ปลายทาง Transit Time และความเสี่ยงในการจัดการสินค้าร่วมกัน
ควรเลือกขนส่งทางเรือแบบ LCL หรือ FCL?
LCL เหมาะกับ Shipment ที่มีปริมาณไม่มากและยังไม่จำเป็นต้องใช้ตู้ทั้งใบ ส่วน FCL เหมาะกับสินค้าที่มีปริมาณมากหรือต้องการใช้ตู้คอนเทนเนอร์เฉพาะสำหรับ Shipment นั้น
ขนส่งทางเรือแบบ LCL
LCL หรือ Less than Container Load เป็นการขนส่งสินค้าที่ใช้พื้นที่ในตู้คอนเทนเนอร์ร่วมกับ Shipment ของผู้ส่งรายอื่น เหมาะกับสินค้าที่มีปริมาณไม่มากและต้องการจ่ายค่าขนส่งตามพื้นที่หรือน้ำหนักที่ใช้ตามเกณฑ์ของผู้ให้บริการ
ค่า Freight และ Local Charges ของ LCL อาจคำนวณตาม CBM, Weight/Measurement หรือเกณฑ์ขั้นต่ำของ Co-loader และปลายทาง จึงควรตรวจสอบทั้ง Origin Charges และ Destination Charges ก่อนเปรียบเทียบราคา
LCL ยังมีขั้นตอน Consolidation และ Deconsolidation เพิ่มจาก FCL ดังนั้น Schedule, Cut-off และระยะเวลาปลายทางอาจแตกต่างกันตาม Routing และผู้ให้บริการ
ขนส่งทางเรือแบบ FCL
FCL หรือ Full Container Load เป็นการใช้ตู้คอนเทนเนอร์สำหรับ Shipment ของผู้ส่งรายนั้น เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก สินค้าที่มีน้ำหนักสูง หรือสินค้าที่ต้องการควบคุมการบรรจุและจัดเรียงภายในตู้ได้มากขึ้น
ขนาดตู้ที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่
- 20′ General Purpose หรือ 20’GP
- 40′ General Purpose หรือ 40’GP
- 40′ High Cube หรือ 40’HC
การเลือกตู้ไม่ควรดูจาก CBM หรือจำนวน Pallet เพียงอย่างเดียว ต้องตรวจสอบ Dimensions, Gross Weight, วิธี Stuffing, น้ำหนักกระจายภายในตู้ รวมถึงข้อจำกัดของ Carrier, Terminal และการขนส่งทางรถประกอบด้วย
LCL หรือ FCL แบบไหนคุ้มกว่ากัน?
ไม่มีปริมาณสินค้าตายตัวที่ทำให้ FCL ถูกกว่า LCL ทุกเส้นทาง เพราะต้องเปรียบเทียบ Total Cost ของ Shipment จริง
ในบางเส้นทาง LCL Freight อาจดูต่ำ แต่เมื่อรวมค่า CFS, Handling, Documentation และ Destination Charges แล้ว การใช้ FCL อาจมีต้นทุนรวมใกล้เคียงหรือเหมาะสมกว่าเมื่อปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน Shipment ปริมาณไม่มากอาจไม่เหมาะกับการจองตู้ทั้งใบ เนื่องจากต้องรับภาระค่า Ocean Freight และค่าใช้จ่ายของตู้ทั้งตู้
ดังนั้นก่อน Booking ควรให้ข้อมูล CBM, Weight, Packages และ Route เพื่อเปรียบเทียบ LCL กับ FCL จากค่าใช้จ่ายรวม ไม่ใช่พิจารณาจาก Freight Rate เพียงรายการเดียว
บริการขนส่งสินค้าทางเรือของ KTC ครอบคลุมอะไรบ้าง?
ขอบเขตบริการสามารถจัดได้ตาม Incoterms และความต้องการของแต่ละ Shipment ตั้งแต่การรับสินค้าในประเทศไทยไปจนถึงการประสานงานขนส่งที่ประเทศปลายทาง
บริการที่สามารถตรวจสอบและจัดเตรียมตามขอบเขตงาน ได้แก่
- ตรวจสอบ Sea Freight และ Sailing Schedule
- จองระวางเรือ หรือ Booking กับ Carrier / Co-loader
- ประสานรับสินค้าจากโรงงานหรือคลังสินค้า
- จัดรถลากตู้สำหรับงาน FCL ตามพื้นที่และเงื่อนไข
- ประสานขนส่งสินค้าเข้า CFS สำหรับงาน LCL
- ดำเนินพิธีการศุลกากรขาออกหรือขาเข้าตามขอบเขตงาน
- ตรวจสอบข้อมูล Shipping Instruction และ Draft Bill of Lading
- ประสานเอกสารการขนส่ง
- ติดตาม Schedule และสถานะของ Shipment
- ประสานงานกับตัวแทนต่างประเทศ
- ตรวจสอบบริการ Delivery ปลายทางตามประเทศและพื้นที่
รายการที่รวมในค่าบริการจริงต้องตรวจสอบจาก Quotation ของแต่ละ Shipment โดยเฉพาะ Destination Charges, Duty, Tax, Storage, Demurrage, Detention และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดจากการตรวจสินค้า
ก่อนขอราคาขนส่งสินค้าทางเรือต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?
ข้อมูลสำคัญที่สุดคือเส้นทาง ประเภทสินค้า ปริมาณ น้ำหนัก และวันที่สินค้าพร้อม เพราะมีผลต่อการเลือก LCL หรือ FCL รวมถึง Carrier และ Sailing Schedule
ควรแจ้งข้อมูลดังต่อไปนี้
- สถานที่รับสินค้า หรือ Pick-up Address
- Port of Loading (POL) หากกำหนดไว้แล้ว
- Port of Discharge (POD)
- ที่อยู่ปลายทาง หากต้องการ Delivery
- Commodity หรือรายละเอียดสินค้า
- HS Code หากทราบ
- จำนวน Package
- Dimensions ของสินค้า
- Gross Weight
- CBM สำหรับงาน LCL หากคำนวณไว้แล้ว
- ประเภทบรรจุภัณฑ์ เช่น Carton, Pallet, Wooden Case หรือ Machinery
- Container Type และจำนวนตู้สำหรับงาน FCL หากทราบ
- Cargo Ready Date
- Incoterms เช่น EXW, FOB, CFR, CIF, DAP หรือ DDP
- Commercial Invoice และ Packing List หากมีแล้ว
หากสินค้าเป็น Dangerous Goods, Chemical, Battery, Oversized Cargo หรือสินค้าที่มีเงื่อนไขพิเศษ ควรแจ้งตั้งแต่ขั้นตอนขอราคาเพื่อให้ตรวจสอบ Acceptance และข้อกำหนดกับ Carrier ก่อน Booking
ค่าขนส่งสินค้าทางเรือมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
ค่าใช้จ่ายของ Sea Freight ไม่ได้มีเฉพาะ Ocean Freight แต่สามารถประกอบด้วยค่าใช้จ่ายต้นทาง ค่าระวางเรือ ค่าเอกสาร ค่า Terminal และค่าใช้จ่ายปลายทางตามรูปแบบบริการ
รายการค่าใช้จ่ายที่อาจพบ เช่น
- Ocean Freight
- Origin Local Charges
- Terminal Handling หรือค่าใช้บริการท่าเรือตามกรณี
- Documentation Fee
- Customs Clearance
- Pickup หรือ Inland Transportation
- CFS Charges สำหรับ LCL
- Destination Local Charges
- Delivery Charges หากส่งต่อถึงที่อยู่
- Duty และ Tax สำหรับงานนำเข้าตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ค่าใช้จ่ายอาจเปลี่ยนแปลงตาม Carrier, Route, Schedule, Container Availability, Peak Season และช่วงเวลาที่ Booking ดังนั้นควรตรวจสอบ Rate Validity และเงื่อนไขของ Quotation ก่อนยืนยันทุกครั้ง
ส่งสินค้าทางเรือต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?
Commercial Invoice และ Packing List เป็นเอกสารหลักที่มักใช้ประกอบ Shipment ส่วนเอกสารอื่นขึ้นอยู่กับสินค้า รูปแบบการค้า ประเทศต้นทาง และประเทศปลายทาง
เอกสารหรือข้อมูลที่ควรเตรียม ได้แก่
- Commercial Invoice
- Packing List
- รายละเอียด Shipper และ Consignee
- รายละเอียดสินค้า
- HS Code หากทราบ
- Country of Origin หากเกี่ยวข้อง
- Shipping Instruction สำหรับจัดทำ Bill of Lading
- ใบอนุญาตหรือ Certificate สำหรับสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะ
กรมศุลกากรกำหนดขั้นตอนสำหรับการนำเข้าและส่งออกทางเรือ รวมถึงการยื่นข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และการปฏิบัติตามกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันได้จาก กรมศุลกากร
หากเป็นผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยนำเข้าหรือส่งออก ควรแจ้งทีมงานล่วงหน้าเพื่อช่วยตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนและเอกสารที่ต้องเตรียมก่อน Shipment
สินค้าอะไรควรตรวจสอบก่อน Booking Sea Freight?
สินค้าที่เป็น Dangerous Goods สารเคมี สินค้าที่มีข้อกำหนดด้านใบอนุญาต หรือสินค้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ขนส่งเฉพาะควรตรวจสอบก่อนจองระวาง
ตัวอย่าง ได้แก่
- สารเคมีและสินค้า Dangerous Goods
- แบตเตอรี่และสินค้าที่มีแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบ
- ของเหลวไวไฟ สี กาว หรือผลิตภัณฑ์ที่อาจเข้าข่าย DG
- อาหาร ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
- เครื่องมือแพทย์
- อุปกรณ์สื่อสารหรือสินค้าที่อาจอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะ
- เครื่องจักรหรือสินค้าที่มีขนาดหรือน้ำหนักเกินมาตรฐาน
- สินค้าที่ต้องมี Import Permit หรือ Export Permit
สำหรับ Dangerous Goods ที่ขนส่งทางทะเล ต้องตรวจสอบการ Classification, Packing, Marking, Labeling และ Documentation ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องของ IMDG Code รวมถึง Acceptance ของ Carrier และเส้นทางก่อน Booking
KTC ให้บริการช่วยตรวจสอบข้อมูลและประสานขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง แต่การอนุมัติหรือการรับขนขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เอกสาร Carrier และหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละกรณี
ขั้นตอนการขนส่งสินค้าทางเรือเป็นอย่างไร?
กระบวนการเริ่มจากตรวจสอบรายละเอียดสินค้าและเส้นทาง ก่อนเลือก LCL หรือ FCL จองระวาง และดำเนินการส่งสินค้าตาม Cut-off ของเรือ
- ส่งรายละเอียด Shipment — แจ้ง Route, Commodity, Package, Weight, CBM และ Cargo Ready Date
- เลือกรูปแบบขนส่ง — ตรวจสอบว่าเหมาะกับ LCL หรือ FCL และเลือก Container Type หากเป็นงานเต็มตู้
- ตรวจสอบ Rate และ Schedule — เปรียบเทียบ Carrier, Routing, Transit Time และค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไข
- ยืนยัน Booking — จองระวางและตรวจสอบ Cut-off ที่เกี่ยวข้อง
- รับหรือบรรจุสินค้า — ประสาน Pickup, CFS หรือรับตู้ไป Stuffing ตามรูปแบบ Shipment
- ดำเนินพิธีการส่งออก — จัดเตรียมข้อมูลและดำเนิน Customs Clearance ตามขอบเขตงาน
- ตรวจสอบเอกสาร — ตรวจ Shipping Instruction และ Draft Bill of Lading ก่อนออกเอกสาร
- ขนส่งทางเรือ — ติดตาม Schedule และประสานข้อมูลระหว่างต้นทางกับปลายทาง
- ดำเนินการปลายทาง — ประสาน Import Clearance หรือ Delivery ตามขอบเขตบริการที่ตกลงไว้
ETD, ETA และ Transit Time อาจเปลี่ยนแปลงจาก Vessel Schedule, Port Congestion, Transshipment, Weather, Carrier Operation หรือปัจจัยอื่น จึงควรตรวจสอบ Schedule ล่าสุดเป็นราย Shipment
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางเรือ
ควรเลือก LCL หรือ FCL?
ควรเปรียบเทียบจาก CBM, Weight, จำนวน Package, Route และ Total Cost ของทั้งสองรูปแบบ ไม่ควรใช้ปริมาณสินค้าเพียงตัวเดียวเป็นเกณฑ์ตัดสิน เพราะ Local Charges และ Destination Charges ของแต่ละเส้นทางแตกต่างกัน
ค่าขนส่งทางเรือคิดจากอะไร?
ขึ้นอยู่กับ LCL หรือ FCL, Port of Loading, Port of Discharge, Commodity, Weight, CBM, Container Type, Carrier และช่วงเวลาที่ Booking รวมถึงค่าใช้จ่ายต้นทางและปลายทางตามขอบเขตบริการ
ส่งของทางเรือต้องมีขั้นต่ำหรือไม่?
งาน LCL อาจมี Minimum Charge หรือ Minimum Revenue ตาม Tariff ของ Co-loader และเส้นทาง ส่วน FCL คิดตามจำนวนและประเภทตู้ จึงควรตรวจสอบ Rate เป็นราย Shipment
ขนส่งทางเรือใช้เวลากี่วัน?
Transit Time ขึ้นอยู่กับประเทศ Port Pair, Carrier, Direct Service หรือ Transshipment และ Schedule ในช่วงนั้น จึงไม่ควรกำหนดจำนวนวันตายตัวก่อนตรวจสอบเที่ยวเรือจริง
ส่ง Dangerous Goods ทางเรือได้หรือไม่?
สินค้า Dangerous Goods บางประเภทสามารถขนส่งทางเรือได้ แต่ต้องตรวจสอบ UN Number, Class, Packing Group หากมี, เอกสารสินค้า บรรจุภัณฑ์ และ Acceptance ของ Carrier ก่อน Booking
KTC ให้บริการทั้งนำเข้าและส่งออกหรือไม่?
KTC Global Logistics ให้บริการตรวจสอบและจัดการ Sea Freight ทั้ง Import และ Export ตามเส้นทาง ประเภทสินค้า และขอบเขตที่ตกลงในแต่ละ Shipment
ต้องส่งข้อมูลอะไรเพื่อขอราคา?
อย่างน้อยควรแจ้ง POL, POD, Commodity, จำนวน Package, Gross Weight, Dimensions หรือ CBM และ Cargo Ready Date หากเป็น FCL ควรแจ้ง Container Type และจำนวนตู้ที่ต้องการด้วย
ขอราคาขนส่งสินค้าทางเรือ FCL และ LCL
ส่งเส้นทาง รายละเอียดสินค้า จำนวน Package, Weight, CBM หรือ Container Type พร้อม Cargo Ready Date ให้ KTC Global Logistics ตรวจสอบ Sea Freight, Sailing Schedule และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน Booking





