HS Code คืออะไร
HS Code หรือพิกัดศุลกากร คือรหัสตัวเลขที่ใช้จำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ มาจากระบบ Harmonized System (HS) ที่องค์การศุลกากรโลก (WCO) พัฒนาขึ้นและใช้บังคับผ่านอนุสัญญาระหว่างประเทศ สินค้าแต่ละกลุ่มจะมีรหัส 6 หลักที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก ปัจจุบันมากกว่า 200 ประเทศและเขตเศรษฐกิจใช้ระบบนี้เป็นฐานของพิกัดอัตราศุลกากรและสถิติการค้า และสินค้ามากกว่าร้อยละ 98 ของการค้าโลกจำแนกตามระบบ HS
สำหรับผู้นำเข้าและผู้ส่งออก HS Code เป็นตัวกำหนดว่าต้องเสียอากรเท่าไร ใช้สิทธิ FTA ได้หรือไม่ และต้องมีใบอนุญาตหรือไม่ พิกัดที่ผิดจึงกระทบทั้งต้นทุนและความเสี่ยงทางกฎหมาย
โครงสร้างพิกัดศุลกากรของไทย
พิกัดของไทยต่อยอดจากรหัส 6 หลักของ WCO เป็น 8 หลักตามพิกัดศุลกากรอาเซียน (ASEAN Harmonised Tariff Nomenclature: AHTN) ซึ่งใช้ร่วมกันในประเทศสมาชิกอาเซียน และเมื่อสำแดงในใบขนสินค้าจะมีรหัสสถิติอีก 3 หลักที่กรมศุลกากรกำหนดเพื่อจำแนกสินค้าให้ละเอียดขึ้นสำหรับสถิติการค้า รวมเป็น 11 หลัก ตัวอย่างจากอินโฟกราฟิกของธนาคารแห่งประเทศไทย แล็ปท็อปใช้รหัส 8471.30.20.000
| ระดับ | ตัวอย่าง | ผู้กำหนด |
|---|---|---|
| ตอน (2 หลัก) | 84 | WCO |
| ประเภท (4 หลัก) | 8471 | WCO |
| ประเภทย่อย (6 หลัก) | 8471.30 | WCO ใช้เหมือนกันทั่วโลก |
| พิกัด 8 หลัก | 8471.30.20 | อาเซียน (AHTN) |
| รหัสสถิติ (3 หลัก) | 8471.30.20.000 | กรมศุลกากรไทย |
พิกัดอัตราอากรขาเข้าฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือบัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2564 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 และปรับตาม HS 2022 และ AHTN 2022 ระบบ HS จะทบทวนเป็นรอบ รอบถัดไปคือ HS 2028 ซึ่ง WCO กำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2028 (พ.ศ. 2571) ฝั่งอาเซียนเริ่มทบทวน AHTN 2022 เพื่อเตรียมจัดทำ AHTN 2028 แล้ว แต่ ณ วันที่เขียนบทความนี้ ยังไม่พบประกาศของกรมศุลกากรไทยที่กำหนดวันใช้พิกัดฉบับใหม่ เมื่อพิกัดเปลี่ยน ควรตรวจตารางเปรียบเทียบพิกัดที่กรมศุลกากรเผยแพร่
HS Code กำหนดอะไรบ้างในการนำเข้าและส่งออก
- อัตราอากร: อากรขาเข้าคำนวณจากอัตราที่ผูกกับพิกัดแต่ละรายการ สินค้าที่หน้าตาคล้ายกันแต่อยู่คนละพิกัดอาจเสียอากรต่างกันมาก
- สิทธิ FTA: อัตราอากรพิเศษตามความตกลงการค้าเสรีกำหนดเป็นรายพิกัด และกฎถิ่นกำเนิดหลายข้อก็อ้างอิงพิกัด เช่น เกณฑ์การเปลี่ยนประเภทพิกัด หากพิกัดผิด สิทธิที่คาดว่าจะได้อาจใช้ไม่ได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ C/O คืออะไร
- มาตรการควบคุมและใบอนุญาต: ฐานข้อมูลอัตราอากรของกรมศุลกากรแสดงข้อมูลใบอนุญาตและใบรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับพิกัดแต่ละรายการ ทำให้พิกัดเป็นจุดตั้งต้นในการตรวจว่าสินค้าเป็นของต้องกำกัดหรือไม่
- ฝั่งผู้ส่งออก: ไทยมีพิกัดอัตราอากรขาออกสำหรับสินค้าบางรายการ และพิกัดที่ระบุในเอกสารส่งออกหรือ C/O จะถูกใช้ต่อที่ประเทศปลายทาง ซึ่งอาจแบ่งรหัสหลังหลักที่ 6 ต่างจากไทย
วิธีหาพิกัดศุลกากรด้วยตัวเองบนเว็บไซต์กรมศุลกากร
เครื่องมือหลักคือระบบข้อมูลอัตราอากร (Integrated Tariff Database) ที่ itd.customs.go.th ซึ่งเข้าได้จากเมนู “ค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร” ในส่วนบริการอิเล็กทรอนิกส์ของ customs.go.th แนวทางใช้งานมีดังนี้
- ค้นหาพิกัดอัตราอากรขาเข้า: ค้นได้ด้วยรหัสพิกัด 2, 4, 6 หรือ 8 หลัก หรือคำอธิบายภาษาไทยหรืออังกฤษ และระบุวันที่นำเข้า เพราะอัตราอากรเปลี่ยนตามช่วงเวลา
- เปิดดูรายละเอียดพิกัด: ระบบแสดงอัตราอากรที่เรียกเก็บ โดยเลือกดูอัตราตามสิทธิพิเศษได้ พร้อมประกาศกระทรวงการคลังที่อ้างอิง และข้อมูลใบอนุญาตหรือใบรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจรหัสสถิติ: ใช้เมนู “รหัสสถิติ” หา 3 หลักท้ายให้ครบก่อนส่งข้อมูลให้ตัวแทนออกของ
- ค้นคำวินิจฉัยที่มีอยู่แล้ว: เว็บไซต์กรมศุลกากรมีเมนู “ค้นหาคำวินิจฉัยพิกัดอัตราอากร” และระบบสืบค้นผลคำวินิจฉัยใน Tariff e-Service ช่วยดูว่าสินค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันเคยถูกจัดเข้าพิกัดใด
ข้อควรระวังคือ อย่าเลือกพิกัดจากชื่อสินค้าที่คล้ายกันเพียงอย่างเดียว ต้องอ่านข้อความของประเภทและหมายเหตุของหมวดและตอนประกอบเสมอ
หลักการตีความพิกัด (GIR) ฉบับเข้าใจง่าย
ระบบ HS มีหลักการตีความ 6 ข้อ (General Interpretative Rules) ที่ต้องใช้ตามลำดับ ถ้าข้อแรกตัดสินได้แล้ว ไม่ต้องไปข้อถัดไป
- ข้อ 1: ชื่อหมวดและชื่อตอนใช้เพื่อความสะดวกในการค้นเท่านั้น การจัดพิกัดตามกฎหมายต้องดูจากข้อความของประเภทและหมายเหตุของหมวดหรือตอน
- ข้อ 2: (ก) ของที่ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่เสร็จ หรือถอดแยกชิ้นมา ให้จัดเป็นของสำเร็จ ถ้ามีลักษณะสำคัญของของสำเร็จแล้ว (ข) ประเภทที่ระบุวัตถุใด ให้รวมถึงของผสมหรือของที่ทำด้วยวัตถุนั้นบางส่วนด้วย ส่วนของที่ทำจากหลายวัตถุให้ไปใช้ข้อ 3
- ข้อ 3: เมื่อเข้าได้หลายประเภท (ก) เลือกประเภทที่ระบุรายละเอียดเจาะจงที่สุด (ข) ถ้ายังตัดสินไม่ได้ ให้จัดตามวัตถุหรือส่วนประกอบที่ให้ลักษณะสำคัญ เช่น พิจารณาจากหน้าที่ใช้งาน น้ำหนัก หรือมูลค่า ใช้กับของผสม ของประกอบ และชุดสินค้าขายปลีกด้วย (ค) ถ้ายังไม่ได้อีก ให้เลือกประเภทที่อยู่ลำดับหลังสุดในบรรดาประเภทที่พิจารณา
- ข้อ 4: ของที่จัดตามข้อข้างต้นไม่ได้ ให้จัดเข้าประเภทของที่คล้ายคลึงที่สุด
- ข้อ 5: กล่องหรือซองที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับของนั้น ใช้งานได้นาน และขายมาพร้อมกัน ให้จัดพิกัดรวมกับตัวสินค้า ส่วนวัสดุหีบห่อที่มาพร้อมสินค้าก็จัดรวมกับสินค้า เว้นแต่เป็นภาชนะที่เห็นได้ชัดว่าใช้ซ้ำได้
- ข้อ 6: การเลือกประเภทย่อยใช้หลักเดียวกัน แต่เปรียบเทียบเฉพาะประเภทย่อยในระดับเดียวกัน
การขอคำวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้า (Advance Ruling)
หากไม่แน่ใจพิกัด โดยเฉพาะสินค้าใหม่ สินค้าที่มีหลายฟังก์ชัน หรือสินค้าที่อัตราอากรต่างกันมากระหว่างพิกัดที่เป็นไปได้ ผู้นำเข้าขอให้กรมศุลกากรตีความพิกัดก่อนนำเข้าได้ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 โดยหลักเกณฑ์อยู่ในประกาศกรมศุลกากรที่ 17/2561 สาระสำคัญมีดังนี้
- ช่องทางยื่น: ยื่นแบบคำร้องด้วยตนเองที่หน่วยงานด้านพิกัดของกรมศุลกากร หรือยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Advance Tariff Ruling ใน Tariff e-Service ซึ่งต้องลงทะเบียนผู้ใช้ก่อน กรณียื่นในนามนิติบุคคลหรือตัวแทนออกของยื่นแทนบริษัทอื่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทต้องลงทะเบียนกับกรมศุลกากรแล้ว
- คำร้อง 1 ฉบับต่อสินค้า 1 ชนิด 1 รุ่น 1 ขนาด ถ้ามีหลายรุ่นต้องแยกคำร้อง
- ข้อมูลที่ต้องเตรียม: คำอธิบายสินค้าเป็นภาษาไทย ชื่อทางการค้า ยี่ห้อ รุ่น คุณลักษณะเฉพาะ ส่วนผสม สูตรการผลิต โครงสร้างทางเคมี กรรมวิธีการผลิต ลักษณะการทำงาน ตัวอย่าง ภาพถ่าย แค็ตตาล็อก ผลวิเคราะห์ และข้อมูลพิกัดของสินค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันที่เคยมีการจำแนกไว้ ตามที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น
- ระยะเวลา: กรณีมีเอกสารแสดงว่าจะนำเข้า เช่น ใบสั่งซื้อ สัญญาซื้อขาย หรือ Proforma Invoice ต้องยื่นไม่น้อยกว่า 30 วันทำการก่อนนำเข้า และกรมฯ จะพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วันทำการนับแต่รับคำร้องไว้พิจารณา กรณีไม่มีเอกสารดังกล่าว กำหนดพิจารณาภายใน 60 วันทำการ ทั้งนี้ไม่นับเวลาที่รอข้อมูลเพิ่มเติม
- ค่าธรรมเนียม: ชำระตามอัตราที่กฎกระทรวงกำหนด หลังเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเอกสารครบและออกใบสั่งเก็บเงิน
- ผลของคำวินิจฉัย: ใช้อ้างอิงในการสำแดงพิกัดในใบขนสินค้า มีผล 2 ปีนับแต่วันออกหนังสือแจ้งผล ใช้ได้เฉพาะผู้ยื่นคำร้องและเฉพาะของที่เหมือนกันทุกประการ หากให้ข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ครบ ผลจะถูกยกเลิกนับแต่วันที่ออก และจะสิ้นผลเมื่อกฎหมายพิกัดเปลี่ยนจนการตีความเปลี่ยนไป
- ข้อจำกัด: กรมฯ จะไม่พิจารณาสินค้าชนิดเดียวกันกับที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์พิกัด หรืออยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานภายในกรมศุลกากร หรืออยู่ในชั้นศาล หากไม่เห็นด้วยกับผล ขอทบทวนได้ภายใน 15 วันทำการนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งผล
กรณีสินค้ามาถึงแล้วและยังมีข้อสงสัยเรื่องพิกัด ประกาศกรมศุลกากรที่ 28/2564 เปิดให้ผู้นำเข้าชำระอากรตามพิกัดที่อัตราต่ำกว่า และวางประกันอากรส่วนต่างตามพิกัดที่อัตราสูงกว่า พร้อมขอพบพนักงานศุลกากรเพื่อพิจารณาพิกัด แทนการเดาพิกัดแล้วสำแดงไป
สำแดงพิกัดผิด เสียหายอย่างไร
ผลกระทบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่ผู้ประกอบการควรรู้ มีดังนี้
- ถูกเรียกเก็บอากรที่ขาดย้อนหลัง: กรมศุลกากรมีสิทธิเรียกเก็บอากรที่ไม่ได้เสียหรือเสียไม่ครบภายในอายุความ 10 ปีนับแต่วันยื่นใบขนสินค้า เว้นแต่เกิดจากการคำนวณอากรผิด ซึ่งมีอายุความ 2 ปี (มาตรา 21) พิกัดที่สำแดงผิดจึงอาจถูกตรวจพบหลังสินค้าออกไปนานแล้ว
- เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ: อากรที่เสียไม่ครบต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม นับแต่วันนำของออกจากอารักขาศุลกากร โดยรวมแล้วไม่เกินจำนวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม และหากไม่ชำระภายใน 30 วันนับแต่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร ต้องเสียเบี้ยปรับอีกร้อยละ 20 ของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม (มาตรา 22)
- โทษฐานยื่นข้อมูลไม่ถูกต้อง: การยื่นใบขนสินค้า เอกสาร หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ อันอาจทำให้พนักงานศุลกากรสำคัญผิด มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท (มาตรา 202) และกฎหมายกำหนดให้ต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา (มาตรา 252)
- กรณีมีเจตนาหลีกเลี่ยงอากร: มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าถึงสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของ (มาตรา 243)
- กรณีเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้าม: หากพิกัดที่ผิดทำให้ของต้องกำกัดผ่านไปโดยไม่มีใบอนุญาต อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 244 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เช็กลิสต์ก่อนสำแดงพิกัดศุลกากร
- เก็บข้อมูลสินค้าให้ครบตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ได้แก่ วัสดุ ส่วนผสม หน้าที่การใช้งาน วิธีทำงาน รุ่น แค็ตตาล็อก และภาพถ่าย
- หาพิกัดเบื้องต้นในระบบข้อมูลอัตราอากร โดยระบุวันที่นำเข้าจริง และอ่านหมายเหตุของหมวดและตอนประกอบ
- ไล่ตามหลักการตีความทีละข้อ และบันทึกเหตุผลที่เลือกพิกัดนั้นไว้เป็นหลักฐาน
- ค้นคำวินิจฉัยพิกัดของสินค้าที่เหมือนหรือคล้ายกัน
- ตรวจอัตราอากรปกติ อัตราตาม FTA ที่จะใช้ และข้อมูลใบอนุญาตของพิกัดนั้น
- เทียบพิกัดในอินวอยซ์ C/O และเอกสารจากผู้ขายให้ตรงกัน หากไม่ตรงให้หาสาเหตุก่อนสินค้าออกจากต้นทาง
- สินค้าที่นำเข้าซ้ำและยังไม่แน่ใจ พิจารณาขอคำวินิจฉัยล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วันทำการก่อนนำเข้า
- ติดตามการเปลี่ยนพิกัดตาม HS 2028 และทบทวนพิกัดในฐานข้อมูลสินค้าของบริษัทเมื่อมีประกาศ
การตรวจพิกัดควรทำตั้งแต่ต้นของขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเชิงพาณิชย์ เพราะใช้ต่อทั้งการคำนวณภาษี การขอใบอนุญาต และการใช้สิทธิลดอากร
หากต้องการคำปรึกษาเรื่องการตรวจสอบพิกัดศุลกากร การเตรียมข้อมูลขอคำวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า หรือการดำเนินพิธีการศุลกากรนำเข้าและส่งออก สามารถติดต่อทีมงาน KTC Global Logistics ได้ที่ โทร 02-286-1967 หรือ LINE: @ktclogistics