โลโก้ KTC Global Logistics

KTC Global Logistics ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและโซลูชันด้านโลจิสติกส์ สำหรับธุรกิจนำเข้าและส่งออก

ติดต่อเรา

Follow us:

บริการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ พร้อมขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์และจัดส่งสินค้า
  • พฤศจิกายน 6, 2026
  • 1 Mins

นำเข้าสินค้าจากจีนมาไทย ควรเริ่มจากอะไร

การนำเข้าสินค้าจากจีนมาไทยในปัจจุบันมีให้เลือกทั้งทางเรือ ทางรถข้ามแดน ทางราง และทางอากาศ แต่ละช่องทางต่างกันทั้งค่าขนส่ง ความเร็ว และขั้นตอนเอกสาร สำหรับ SME ที่ซื้อสินค้าจากโรงงานจีน หรือจากผู้ขายบน 1688 และ Alibaba การเลือกช่องทางที่เหมาะกับสินค้า และเตรียมเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ จะช่วยลดต้นทุนแฝงและลดความเสี่ยงที่สินค้าจะติดค้างที่ด่านศุลกากร บทความนี้สรุปข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละช่องทาง เอกสารที่ต้องใช้ฝั่งไทย สินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนนำเข้า และความเสี่ยงทางกฎหมายของบริการแบบเหมาภาษี

4 ช่องทางขนส่งสินค้าจากจีนมาไทย

1. ทางเรือ

การขนส่งทางเรือเป็นช่องทางหลักสำหรับสินค้าปริมาณมาก สินค้ามักออกจากท่าเรือใหญ่ของจีน เช่น เซี่ยงไฮ้ หนิงปอ เซินเจิ้น กว่างโจว ชิงเต่า หรือเซี่ยเหมิน แล้วเข้าไทยที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกหลักของประเทศ หรือท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ซึ่งเป็นท่าเรือแม่น้ำที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แต่รับเรือได้ขนาดเล็กกว่า ผู้นำเข้าเลือกได้ทั้งแบบเหมาตู้ (FCL) หรือแบบรวมตู้กับผู้นำเข้ารายอื่น (LCL) ตามปริมาณสินค้า

จุดเด่นคือค่าขนส่งต่อหน่วยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับช่องทางอื่น และรองรับสินค้าน้ำหนักมากหรือขนาดใหญ่ได้ดี ข้อจำกัดคือใช้เวลานานกว่า และหากรับตู้ออกจากท่าช้า อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น ค่าเสียเวลาตู้และค่าฝากเก็บ

2. ทางรถข้ามแดนผ่านลาวหรือเวียดนาม

การขนส่งทางถนนจากจีนต้องผ่านประเทศที่สาม เพราะไทยกับจีนไม่มีพรมแดนติดกัน เส้นทางที่ใช้กันมีดังนี้

  • R3A: จากมณฑลยูนนาน ผ่านด่านบ่อเต็นทางตอนเหนือของลาว ลงมาถึงห้วยทราย แล้วข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 เข้าไทยที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
  • R12: จากมณฑลกวางสีผ่านเวียดนามเข้าลาว มาถึงท่าแขก แล้วข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 เข้าไทยที่จังหวัดนครพนม
  • R9: เส้นทางตามระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก จากเวียดนามผ่านสะหวันนะเขต แล้วข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 เข้าไทยที่จังหวัดมุกดาหาร

โดยทั่วไปสินค้าจะผ่านพิธีการนำเข้าที่ด่านศุลกากรชายแดนที่รถเข้ามา เช่น ด่านศุลกากรเชียงของ นครพนม หรือมุกดาหาร ทางรถเร็วกว่าทางเรือและส่งถึงหน้าคลังได้ แต่ค่าขนส่งสูงกว่า สินค้าต้องผ่านแดนสองถึงสามประเทศ จึงต้องมีเอกสารผ่านแดนครบ บางเส้นทางอาจต้องเปลี่ยนถ่ายรถที่ชายแดน และอาจล่าช้าได้ตามเวลาเปิดปิดด่านหรือช่วงที่สินค้าผ่านแดนหนาแน่น

3. ทางราง ผ่านรถไฟลาว-จีน

รถไฟลาว-จีนช่วงคุนหมิง-เวียงจันทน์เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 แต่ยังไม่มีรถไฟวิ่งตรงจากจีนเข้าไทย เพราะรถไฟลาว-จีนใช้รางมาตรฐานกว้าง 1.435 เมตร ส่วนรางรถไฟไทยกว้าง 1 เมตร สินค้าจึงต้องเปลี่ยนถ่ายที่ท่าบกท่านาแล้งในเวียงจันทน์ แล้วขนต่อด้วยรถบรรทุก หรือรถไฟรางขนาด 1 เมตร ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 เข้าสู่จังหวัดหนองคาย

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงนครราชสีมา-หนองคาย และสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ยังอยู่ระหว่างเตรียมการและยังไม่เปิดใช้ ทางรางจึงเหมาะกับสินค้าที่ต้นทางอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟในจีน และผู้นำเข้าที่วางแผนการเปลี่ยนถ่ายสินค้าล่วงหน้าได้ ควรสอบถามตารางเดินรถและจุดเปลี่ยนถ่ายกับผู้ให้บริการทุกครั้ง

4. ทางอากาศ

สินค้าทางอากาศมักออกจากสนามบินหลักของจีน เช่น กว่างโจว เซินเจิ้น หรือเซี่ยงไฮ้ และเข้าไทยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นช่องทางที่เร็วที่สุดแต่ค่าขนส่งสูงที่สุด ค่าระวางคิดจากน้ำหนักจริงหรือน้ำหนักตามปริมาตร แล้วแต่ค่าใดสูงกว่า จึงเหมาะกับสินค้าตัวอย่าง สินค้าเร่งด่วน หรือสินค้ามูลค่าสูงที่มีขนาดเล็ก สินค้าบางประเภท เช่น แบตเตอรี่ลิเทียม จัดเป็นสินค้าอันตรายตามเกณฑ์การขนส่งทางอากาศ ต้องแจ้งและบรรจุตามเงื่อนไขเฉพาะ

ตารางเปรียบเทียบช่องทางขนส่งจากจีน

ตารางนี้เปรียบเทียบแบบสัมพัทธ์ ต้นทุนและเวลาจริงขึ้นกับเมืองต้นทาง ปริมาณสินค้า ฤดูกาล และผู้ให้บริการ

ช่องทาง เหมาะกับ ค่าขนส่ง (เทียบกัน) ความเร็ว (เทียบกัน) ข้อควรระวัง
ทางเรือ สินค้าปริมาณมาก น้ำหนักมาก ไม่เร่งด่วน ต่ำที่สุด ช้าที่สุด ค่าใช้จ่ายที่ท่าเรือ หากรับตู้ช้า
ทางรถข้ามแดน สินค้าที่ต้องการเร็วกว่าทางเรือ ต้นทางจีนตอนใต้ ปานกลางถึงสูง เร็วกว่าทางเรือ เอกสารผ่านแดนหลายประเทศ เวลาเปิดปิดด่าน
ทางราง สินค้าที่ต้นทางอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟลาว-จีน ปานกลาง เร็วกว่าทางเรือในบางเส้นทาง ต้องเปลี่ยนถ่ายที่เวียงจันทน์ ก่อนเข้าไทยที่หนองคาย
ทางอากาศ สินค้าตัวอย่าง เร่งด่วน มูลค่าสูง ขนาดเล็ก สูงที่สุด เร็วที่สุด น้ำหนักตามปริมาตร และข้อจำกัดสินค้าอันตราย

เอกสารนำเข้าที่ต้องเตรียมฝั่งไทย

ไม่ว่าจะขนส่งช่องทางใด ผู้นำเข้าต้องยื่นใบขนสินค้าขาเข้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมศุลกากร ด้วยตนเองหรือผ่านตัวแทนออกของ เอกสารประกอบหลักมีดังนี้

  • Commercial Invoice: แสดงรายการสินค้า จำนวน ราคา และเงื่อนไขการซื้อขาย ราคาในอินวอยซ์ต้องเป็นราคาที่ซื้อขายจริง
  • Packing List: แสดงจำนวนหีบห่อ น้ำหนัก และสินค้าในแต่ละกล่อง
  • เอกสารขนส่งตามช่องทาง: ใบตราส่งทางเรือ (B/L) ใบตราส่งทางอากาศ (AWB) หรือใบกำกับการขนส่งทางถนนและทางรถไฟที่ผู้ขนส่งออกให้
  • หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า: หากต้องการขอลดอากรตาม FTA ใช้ Form E (ความตกลงอาเซียน-จีน) หรือ Form RCEP ซึ่งอัตราอากรของสองความตกลงอาจไม่เท่ากันในสินค้าเดียวกัน ควรเปรียบเทียบก่อน แล้วแจ้งผู้ขายให้ขอฟอร์มให้ตรงกับความตกลงที่เลือก
  • ใบอนุญาตหรือใบรับรอง: สำหรับสินค้าที่เป็นของต้องกำกัด
  • เอกสารประกันภัย: หากทำประกันภัยสินค้า

ข้อมูลในทุกเอกสาร ทั้งชื่อสินค้า จำนวน น้ำหนัก และมูลค่า ควรตรงกัน หากไม่ตรงกัน สินค้าอาจถูกตรวจละเอียดและผ่านพิธีการช้าลง นอกจากนี้ ผู้นำเข้ามีหน้าที่เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวกับการนำเข้าไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี

สินค้าที่ต้องตรวจใบอนุญาตก่อนสั่งซื้อ

สินค้าจากจีนหลายประเภทเป็นของต้องกำกัด คือต้องได้รับอนุญาตหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขของหน่วยงานที่กำกับก่อนนำเข้า ตัวอย่างที่ SME พบบ่อยมีดังนี้

  • สินค้าที่มีมาตรฐานบังคับ มอก.: ผลิตภัณฑ์ที่มีกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เช่น ปลั๊กพ่วง หม้อหุงข้าว หรือของเล่นเด็ก ผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายต้องได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ก่อนรับสินค้าออกจากศุลกากร รายการสินค้าควบคุมมีการเพิ่มเติมเป็นระยะ จึงต้องตรวจรายการล่าสุดทุกครั้ง
  • อาหาร ยา เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์: อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เช่น การนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายต้องได้รับใบอนุญาตนำเข้าอาหาร มีสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บที่ผ่านเกณฑ์ และผลิตภัณฑ์ต้องผ่านขั้นตอนอนุญาตตามประเภทอาหาร ส่วนยา เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ มีขั้นตอนตามกฎหมายเฉพาะของแต่ละประเภท
  • เครื่องวิทยุคมนาคม: ตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 การนำเข้าเครื่องวิทยุคมนาคมต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงาน กสทช. สินค้าอย่างวิทยุสื่อสาร หรืออุปกรณ์ที่รับส่งคลื่นวิทยุ ควรตรวจเงื่อนไขกับ กสทช. ก่อนสั่งซื้อ

การนำเข้าโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเหล่านี้ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบสินค้า วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือตรวจพิกัดศุลกากร (HS Code) และใบอนุญาตที่ต้องใช้ให้ชัด ก่อนชำระเงินให้ผู้ขาย

ความเสี่ยงของบริการ “ชิปปิ้งเหมาภาษี” หรือ “เหมาจ่าย”

บริการขนส่งแบบเหมาจ่ายมักคิดราคาเดียวต่อกิโลกรัมหรือต่อคิว โดยรวมค่าขนส่งและภาษีไว้ด้วยกัน ผู้ให้บริการบางรายดำเนินพิธีการและชำระอากรถูกต้อง แต่ความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อสินค้าถูกนำเข้าในชื่อบุคคลอื่น และสำแดงชนิดหรือราคาสินค้าต่ำกว่าความจริง เพื่อให้ภาษีที่จ่ายจริงต่ำลง ผู้ซื้อควรรู้ข้อกฎหมายต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

  • ผู้ซื้ออาจถือเป็นผู้นำของเข้า: กฎหมายนิยามคำว่า “ผู้นำของเข้า” ให้รวมถึงเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้มีส่วนได้เสียในสินค้า นับแต่นำเข้ามาจนพ้นจากอารักขาของศุลกากร แม้ชื่อของผู้ซื้อจะไม่อยู่ในใบขนสินค้าก็ตาม
  • การสำแดงไม่ถูกต้อง: มาตรา 202 กำหนดโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท แก่ผู้ยื่น จัดให้ หรือยอมให้ผู้อื่นยื่นใบขนสินค้าหรือเอกสารที่ไม่ถูกต้อง และมาตรา 252 กำหนดให้ต้องรับผิดแม้กระทำโดยไม่มีเจตนา
  • การหลีกเลี่ยงอากร: มาตรา 243 กำหนดโทษผู้ที่หลีกเลี่ยงอากรโดยเจตนาฉ้ออากร จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าถึงสี่เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ใช้ ผู้สนับสนุน หรือผู้สมคบ มีโทษเช่นเดียวกับตัวการตามมาตรา 245 และผู้ที่ซื้อหรือรับสินค้าไว้โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่หลีกเลี่ยงอากร มีความผิดตามมาตรา 246
  • การถูกประเมินอากรย้อนหลัง: ศุลกากรประเมินอากรได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันยื่นใบขน ขยายได้อีกไม่เกิน 2 ปี และหากมีหลักฐานว่ามีเจตนาฉ้ออากร ขยายได้อีก 5 ปี อากรที่เสียไม่ครบยังมีเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือน

นอกจากความเสี่ยงทางกฎหมายแล้ว การนำเข้าในชื่อผู้อื่นยังทำให้ผู้ซื้อไม่มีใบขนสินค้าและใบเสร็จอากรในชื่อของตนเองไว้ใช้ทางบัญชีและภาษี และไม่มีเอกสารยืนยันว่าสินค้านำเข้าถูกต้องเมื่อต้องจำหน่ายต่อ ก่อนใช้บริการแบบเหมาจ่าย ควรถามให้ชัดว่าใครเป็นผู้นำเข้าในใบขนสินค้า ขอสำเนาใบขนและใบเสร็จอากรได้หรือไม่ และราคาที่สำแดงตรงกับราคาซื้อจริงหรือไม่

เช็กลิสต์ก่อนสั่งสินค้าจากจีน

  1. ตรวจสอบผู้ขาย: ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ขอสินค้าตัวอย่าง และชำระเงินผ่านช่องทางที่ตรวจสอบได้ ผู้ขายบน 1688 หลายรายขายเฉพาะในจีน จึงอาจต้องมีผู้รวบรวมสินค้าที่ต้นทางก่อนส่งออก
  2. ตกลงเงื่อนไขการส่งมอบ: ระบุ Incoterms ในใบสั่งซื้อให้ชัด เช่น EXW, FOB, CIF หรือ DAP เพื่อกำหนดว่าใครจ่ายค่าขนส่งช่วงใด และความเสี่ยงโอนที่จุดใด
  3. ตรวจพิกัดและอัตราอากร: ยืนยัน HS Code เทียบอัตราอากรปกติกับอัตราตาม FTA และตรวจว่าต้องใช้ใบอนุญาตจากหน่วยงานใด ก่อนวางเงินมัดจำ
  4. ตรวจร่าง C/O: ขอร่าง Form E หรือ Form RCEP มาตรวจเทียบกับอินวอยซ์ก่อนผู้ขายยื่นขอจริง
  5. ทำประกันภัยสินค้า: โดยเฉพาะเมื่อซื้อแบบ EXW หรือ FOB ซึ่งผู้ซื้อรับความเสี่ยงระหว่างขนส่งเอง
  6. เลือกช่องทางขนส่ง: พิจารณาจากปริมาณ ความเร่งด่วน และต้นทางของสินค้า
  7. เตรียมเอกสารก่อนสินค้าถึง: รวบรวมอินวอยซ์ Packing List ใบตราส่ง C/O และใบอนุญาต ส่งให้ตัวแทนออกของตรวจล่วงหน้า

หากต้องการคำปรึกษาเรื่องการเลือกช่องทางขนส่งจากจีน การตรวจพิกัดและใบอนุญาตก่อนสั่งซื้อ หรือการเดินพิธีการศุลกากรนำเข้าในชื่อของท่านเอง สามารถติดต่อทีมงาน KTC Global Logistics ได้ที่ โทร 02-286-1967 หรือ LINE: @ktclogistics

ต้องการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า? ให้เราช่วยประเมินการขนส่ง

KTC Global Logistics ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและบริการโลจิสติกส์ พร้อมดูแลและประสานงานการขนส่งสำหรับธุรกิจนำเข้าและส่งออก

ติดต่อเรา

โลโก้เครือข่ายโลจิสติกส์ JCtrans และ WCAworld

Copyright © KTC GLOBAL LOGISTICS | All Rights Reserved | ข้อกำหนดและเงื่อนไข