การขนส่งผ่านแดนและการถ่ายลำสินค้า ผ่านประเทศไทย
ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เส้นทางขนส่งทางบก ทางเรือ และทางอากาศผ่านไทยกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การทำความเข้าใจระบบและขั้นตอนเกี่ยวกับการนำสินค้าผ่านแดนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการ貿易
การถ่ายลำ (Transhipment) VS การขนส่งผ่านแดน (Transit) ต่างกันอย่างไร?
ผู้ประกอบการหลายท่านอาจสับสนระหว่างคำว่าการถ่ายลำและการขนส่งผ่านแดน ซึ่งในทางพิธีการศุลกากรมีความแตกต่างกันทั้งในเชิงรูปแบบการเดินทางและพื้นที่การดำเนินงาน ดังนี้
- การถ่ายลำ (Transhipment): คือการขนส่งสินค้าที่ย้ายจากยานพาหนะหนึ่งไปสู่อีกยานพาหนะหนึ่งภายในด่านศุลกากรเดียวกัน โดยเป็นการเปลี่ยนเที่ยวพาหนะเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศปลายทาง เช่น สินค้าขนส่งมาทางเรือถึงท่าเรือแหลมฉบัง แล้วทำการขนถ่ายลงเรืออีกลำเพื่อส่งต่อไปยังประเทศปลายทาง
- การขนส่งผ่านแดน (Transit): คือการขนส่งสินค้าที่เคลื่อนผ่านอาณาเขตของประเทศไทย จากด่านศุลกากรขาเข้าไปยังด่านศุลกากรขาออก เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร เช่น สินค้าจากประเทศจีนเคลื่อนย้ายผ่านเส้นทางบกของไทยเพื่อส่งต่อไปยังประเทศมาเลเซีย
ทำความรู้จักกรอบความตกลงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การขนส่งผ่านแดนผ่านประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกรอบความตกลงระหว่างประเทศและกฎหมายศุลกากร เพื่อให้การเดินทางของสินค้าถูกต้องตามขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติ โดยมีกรอบความตกลงหลัก เช่น
- ความตกลงผ่านแดนระหว่างประเทศ: อาทิ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนนระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือความตกลงว่าด้วยการขนส่งสินค้าผ่านแดนระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย
- การผ่านแดนภายใต้กรอบ GATT 1994 (WTO): ใช้สำหรับหลักเกณฑ์การขนส่งผ่านแดนกับกลุ่มประเทศที่ไม่มีความตกลงพิเศษทวิภาคีกับประเทศไทย
ขั้นตอนมาตรฐานในการดำเนินพิธีการขนส่งผ่านแดน
การดำเนินการขนส่งสินค้าผ่านแดนหรือการถ่ายลำ มีกระบวนการปฏิบัติงานที่เป็นไปตามมาตรฐานศุลกากรดังต่อไปนี้
1. การตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น
ผู้ดำเนินการหรือผู้ขอใช้บริการต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีสถานที่ประกอบการชัดเจน และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กรมศุลกากรกำหนด
2. การจัดเตรียมเอกสารและยื่นคำขอ
เอกสารเบื้องต้นที่ควรเตรียมไว้สำหรับการประสานงาน ได้แก่
- หนังสือรับรองนิติบุคคล
- เอกสารอธิบายรายละเอียดสินค้าและพิกัดอัตราอากร (ถ้ามี)
- แผนผังและเส้นทางการขนส่งสินค้าที่ระบุด่านขาเข้าและด่านขาออกชัดเจน
- เอกสารแสดงการจัดหาหลักประกันตามเงื่อนไขของทางราชการ
3. การวางหลักประกันทางศุลกากร
การขนส่งผ่านแดนต้องมีการวางหลักประกันตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น การใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร หรือหลักประกันอื่นตามที่กรมศุลกากรยอมรับ เพื่อรองรับภาระภาษีอากรที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสินค้าอยู่ในราชอาณาจักร
4. การทำพิธีการศุลกากรและตรวจสอบสินค้า
การยื่นข้อมูลใบขนสินค้าจะดำเนินการผ่านระบบ National Single Window (NSW) เพื่อส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ด่านขาเข้าเพื่อทำการตรวจปล่อยตามกระบวนการ
5. การนำสินค้าออกนอกราชอาณาจักร
สินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งผ่านแดนจะต้องเคลื่อนย้ายตามเส้นทางและกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อทำการส่งออก ณ ด่านศุลกากรขาออก หากปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกรอบเวลาอาจมีโทษปรับตามกฎหมายศุลกากร
ข้อควรระวังเกี่ยวกับสินค้าควบคุมและใบอนุญาต
สำหรับกลุ่มสินค้าเฉพาะ เช่น สินค้าอันตราย (Dangerous Goods), สารเคมี, อาหาร, ยา, เครื่องสำอาง หรือเครื่องมือแพทย์ การขนส่งผ่านแดนและการถ่ายลำต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีเนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องควบคุมอยู่ ผู้ประกอบการควรทำการตรวจสอบข้อกำหนดเอกสารก่อนเริ่มการขนส่งทุกครั้ง
หากคุณต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนเอกสารและพิธีการศุลกากรสำหรับการขนส่งผ่านแดน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับทีมงาน KTC Global Logistics ได้ที่ โทร 02-286-1967 หรือ LINE: @ktclogistics