FCL กับ LCL ต่างกันอย่างไร แบบไหนคุ้มกว่าสำหรับสินค้าของคุณ
เมื่อส่งสินค้าทางเรือ คำถามแรกที่ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกต้องตอบคือจะจองตู้ทั้งใบหรือแชร์ตู้กับผู้ส่งรายอื่น การเข้าใจว่า FCL กับ LCL คิดค่าขนส่งอย่างไร มีค่าใช้จ่ายรายการใดต่างกัน และมีความเสี่ยงต่างกันแค่ไหน จะช่วยให้ธุรกิจ SME เลือกรูปแบบที่เหมาะกับปริมาณสินค้า งบประมาณ และกำหนดส่งของได้ดีขึ้น
FCL และ LCL คืออะไร
FCL (Full Container Load) หรือการส่งแบบเต็มตู้
FCL คือการจองตู้คอนเทนเนอร์ทั้งใบสำหรับผู้ส่งสินค้ารายเดียว โดยทั่วไปบรรจุสินค้าเข้าตู้ที่โรงงานหรือคลังของผู้ส่ง ปิดซีล แล้วลากตู้ไปยังท่าเรือ เมื่อถึงปลายทาง ผู้รับสินค้ารับทั้งตู้ไปเปิดที่คลังของตนเองแล้วนำตู้เปล่าไปคืน
LCL (Less than Container Load) หรือการส่งแบบไม่เต็มตู้
LCL คือการส่งสินค้าปริมาณน้อยที่ไม่คุ้มจะจองตู้ทั้งใบ สินค้าของผู้ส่งหลายรายจะถูกรวมอยู่ในตู้เดียวกัน ผู้ส่งจ่ายค่าขนส่งตามขนาดหรือน้ำหนักของสินค้าตนเอง ไม่ต้องจ่ายค่าตู้ทั้งใบ
ผู้รวบรวมสินค้า (Consolidator) และ NVOCC
งาน LCL มักดำเนินการโดยผู้รวบรวมสินค้า (Consolidator) ซึ่งจองพื้นที่ตู้จากสายเรือ แล้วนำมาแบ่งขายให้ผู้ส่งรายย่อย ผู้ให้บริการกลุ่มนี้จำนวนมากเป็น NVOCC (Non-Vessel Operating Common Carrier) คือผู้ขนส่งที่ไม่ได้เดินเรือเอง แต่รับขนสินค้าและออกใบตราส่ง (House B/L) ให้ลูกค้า โดยมีฐานะเป็นผู้ส่งสินค้าเมื่อทำสัญญากับสายเรือ
สถานีบรรจุและแยกสินค้า (Container Freight Station: CFS)
CFS คือคลังสินค้าที่ใช้รวมและแยกสินค้า LCL ที่ต้นทาง ผู้ส่งแต่ละรายนำสินค้ามาส่งที่ CFS เพื่อบรรจุรวมเข้าตู้เดียวกัน (Consolidation) ที่ปลายทาง ตู้จะถูกนำเข้า CFS เพื่อเปิดและแยกสินค้าตามผู้รับแต่ละราย (Deconsolidation) แล้วผู้รับจึงมารับสินค้าที่ CFS
วิธีคิดค่าขนส่ง FCL และ LCL
FCL คิดเป็นราคาต่อตู้
ค่าระวางเรือแบบ FCL กำหนดเป็นราคาต่อตู้ เช่น ต่อตู้ 20 ฟุต หรือ 40 ฟุต จึงไม่ขึ้นกับว่าบรรจุสินค้าไปเท่าไร ยิ่งจัดเรียงสินค้าได้เต็มตู้มาก ต้นทุนขนส่งต่อหน่วยสินค้าก็ยิ่งต่ำลง แต่ต้องไม่เกินน้ำหนักบรรทุกสูงสุดของตู้และข้อจำกัดน้ำหนักบนถนน ดูขนาดภายในและปริมาตรของตู้แต่ละประเภทได้ที่ คู่มือขนาดตู้คอนเทนเนอร์
LCL คิดตาม W/M หรือ Revenue Ton
LCL คิดค่าระวางตามหลัก W/M (Weight or Measurement) คือเทียบปริมาตรสินค้าเป็นลูกบาศก์เมตร (CBM) กับน้ำหนักเป็นเมตริกตัน (1 ตัน = 1,000 กิโลกรัม) แล้วเลือกค่าที่มากกว่ามาคิดราคา หน่วยที่ได้เรียกว่า Revenue Ton (RT) หรือ Freight Ton กล่าวคือ 1 RT เท่ากับ 1 CBM หรือ 1,000 กิโลกรัม แล้วแต่ว่าค่าใดสูงกว่า ผู้ให้บริการมักกำหนดค่าขนส่งขั้นต่ำ (Minimum Charge) ไว้ด้วย และควรใช้น้ำหนักรวมบรรจุภัณฑ์ (Gross Weight) กับขนาดภายนอกของกล่องหรือพาเลทจริงในการคำนวณ
วิธีคำนวณ CBM
CBM ต่อกล่อง = กว้าง × ยาว × สูง (หน่วยเมตร) จากนั้นคูณด้วยจำนวนกล่องหรือพาเลท หากวัดเป็นเซนติเมตร ให้นำผลคูณทั้งสามด้านหารด้วย 1,000,000
ตัวอย่างการคำนวณ (ตัวเลขสมมติ)
ตัวอย่างที่ 1 สินค้าเบาแต่กินพื้นที่: เสื้อผ้า 20 กล่อง แต่ละกล่องขนาด 60 × 50 × 40 ซม. หนักกล่องละ 25 กก.
- ปริมาตรต่อกล่อง = 0.60 × 0.50 × 0.40 = 0.12 CBM
- ปริมาตรรวม = 0.12 × 20 = 2.4 CBM
- น้ำหนักรวม = 25 × 20 = 500 กก. = 0.5 ตัน
- ปริมาตร (2.4) มากกว่าน้ำหนัก (0.5) จึงคิดค่าขนส่งที่ 2.4 RT
ตัวอย่างที่ 2 สินค้าหนักแต่ขนาดเล็ก: ชิ้นส่วนโลหะ 10 ลังไม้ แต่ละลังขนาด 50 × 40 × 40 ซม. หนักลังละ 150 กก.
- ปริมาตรต่อลัง = 0.50 × 0.40 × 0.40 = 0.08 CBM
- ปริมาตรรวม = 0.08 × 10 = 0.8 CBM
- น้ำหนักรวม = 150 × 10 = 1,500 กก. = 1.5 ตัน
- น้ำหนัก (1.5) มากกว่าปริมาตร (0.8) จึงคิดค่าขนส่งที่ 1.5 RT
สินค้าหนักจึงอาจจ่ายมากกว่าที่ประเมินจากขนาดกล่อง ควรคำนวณทั้งสองค่าก่อนขอราคาทุกครั้ง
ค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันระหว่าง FCL และ LCL
ค่าระวางเรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุน ต้องดูค่าใช้จ่ายทั้งต้นทางและปลายทางด้วย ชื่อเรียกและรายการจริงต่างกันไปตามผู้ให้บริการ เส้นทาง และ Incoterms
ค่าใช้จ่ายที่มักพบในงาน LCL
- ค่าบริการ CFS ต้นทาง: ค่ารับสินค้าเข้าคลัง ค่าขนย้าย และค่าบรรจุสินค้าเข้าตู้ (Consolidation หรือ Stuffing)
- ค่าบริการ CFS ปลายทาง: ค่าเปิดตู้และแยกสินค้า (Deconsolidation หรือ Unstuffing) และค่าขนย้ายสินค้าภายใน CFS
- ค่าออกใบปล่อยสินค้า (D/O) และค่าเอกสาร จากผู้รวบรวมสินค้าหรือตัวแทนปลายทาง
- ค่าฝากเก็บสินค้าที่ CFS หากรับสินค้าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนด
ค่าใช้จ่ายที่มักพบในงาน FCL
- ค่าภาระยกขนตู้ที่ท่า (Terminal Handling Charge: THC) ต่อตู้
- ค่ามัดจำตู้ ค่าซีล และค่ายกตู้ขึ้นลงรถ (Lift-on / Lift-off) ตามเงื่อนไขของสายเรือและลานตู้
- ค่าลากตู้ ระหว่างท่าเรือ ลานตู้ และโรงงานหรือคลังสินค้า
- Demurrage: ตู้ที่มีสินค้าค้างอยู่ในท่าหรือลานตู้เกินระยะเวลาปลอดค่าใช้จ่าย (Free Time)
- Detention: รับตู้ออกไปแล้วแต่คืนตู้เปล่าช้ากว่าที่สายเรือกำหนด
- Storage: ค่าฝากเก็บตู้ในพื้นที่ท่าเทียบเรือเกินระยะเวลาที่ท่าให้
อ่านความแตกต่างของ Demurrage, Detention และ Storage พร้อมขั้นตอนรับตู้จนคืนตู้เปล่าได้ที่ ขั้นตอนรับตู้สินค้านำเข้าท่าเรือแหลมฉบัง
ระยะเวลาขนส่งและความเสี่ยงระหว่างการขนย้าย
ช่วงเดินทางในทะเลของ FCL และ LCL อาจใช้เรือลำเดียวกันได้ แต่ระยะเวลาตั้งแต่ส่งของจนรับของของ LCL มักนานกว่า เพราะมีขั้นตอนเพิ่มที่ CFS ทั้งสองฝั่ง ต้นทางต้องส่งสินค้าเข้า CFS ก่อนเวลาปิดรับ (Cut-off) เพื่อรอรวมกับสินค้ารายอื่น ปลายทางต้องรอเปิดตู้และแยกสินค้าที่ CFS ก่อนจึงจะรับได้
ด้านความเสี่ยง ตู้ FCL ปิดซีลที่ต้นทางและเปิดอีกครั้งที่ปลายทาง สินค้าจึงถูกจับต้องน้อย ส่วน LCL ถูกขนย้ายหลายครั้งที่ CFS และอยู่ร่วมกับสินค้าของผู้อื่น โอกาสเสียหายหรือสูญหายจึงสูงกว่า และหากสินค้ารายอื่นในตู้ติดปัญหาเอกสาร การแยกสินค้าทั้งตู้ก็อาจล่าช้าไปด้วย
เมื่อไร LCL เริ่มไม่คุ้ม
LCL คุ้มเมื่อสินค้ามีปริมาณน้อย เพราะจ่ายเฉพาะพื้นที่ที่ใช้ แต่ค่าระวางและค่า CFS ส่วนใหญ่เพิ่มตามจำนวน RT ขณะที่ FCL มีต้นทุนต่อตู้ค่อนข้างคงที่ เมื่อปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นถึงระดับหนึ่ง ต้นทุนรวมของ LCL จะเท่ากับหรือสูงกว่าการจองตู้ทั้งใบ จุดนี้เรียกว่าจุดคุ้มทุน (Break-even)
จุดคุ้มทุนไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นกับค่าระวางของเส้นทางและช่วงเวลา ค่าใช้จ่ายปลายทาง ค่าขนส่งทางบก และลักษณะสินค้า วิธีที่ถูกต้องคือขอราคาทั้งสองแบบในเส้นทางเดียวกัน แล้วเทียบต้นทุนรวมจนถึงคลังปลายทาง ไม่ใช่เทียบเฉพาะค่าระวาง หากราคารวมใกล้กัน FCL มักได้เปรียบเรื่องระยะเวลาและการดูแลสินค้า
กรณีพิเศษที่ควรพิจารณา
สินค้าอันตราย (Dangerous Goods)
สินค้าอันตรายทางทะเลต้องจำแนกประเภท บรรจุ ติดฉลาก และแยกเก็บตามข้อกำหนด IMDG Code ผู้รวบรวมสินค้า LCL หลายรายไม่รับสินค้าอันตรายบางประเภท หรือรับเฉพาะเมื่ออนุมัติล่วงหน้าเป็นรายกรณี ส่วน FCL ก็ต้องได้รับการอนุมัติจากสายเรือก่อนเช่นกัน จึงควรแจ้ง UN Number และเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS) ตั้งแต่ตอนขอราคา
สินค้าเปราะบางหรือมูลค่าสูง
สินค้าที่แตกหักง่ายหรือมีมูลค่าสูงเหมาะกับ FCL มากกว่า เพราะถูกขนย้ายน้อยครั้ง หากจำเป็นต้องส่ง LCL ควรบรรจุหีบห่อให้แข็งแรง เช่น ตีลังไม้หรือวางบนพาเลทแล้วรัดให้แน่น ติดเครื่องหมายระวังการแตกหัก และพิจารณาทำประกันภัยสินค้าขนส่ง
การรวมสินค้าจากผู้ขายหลายราย (Buyer’s Consolidation)
ผู้นำเข้าที่ซื้อสินค้าจากผู้ขายหลายรายในประเทศเดียวกันอาจให้ผู้ให้บริการรวบรวมสินค้าจากทุกรายที่ต้นทาง แล้วบรรจุเป็นตู้ FCL ตู้เดียวส่งถึงผู้รับรายเดียว วิธีนี้ช่วยให้ได้อัตราแบบเต็มตู้ ลดการขนย้าย และสินค้าทุกรายการมาถึงพร้อมกัน แต่หากผู้ขายรายใดส่งของช้า ตู้ทั้งใบอาจต้องรอ จึงต้องประสานวันส่งของของผู้ขายทุกรายให้ตรงกัน
ตารางเปรียบเทียบ FCL และ LCL
| หัวข้อ | FCL (เต็มตู้) | LCL (ไม่เต็มตู้) |
|---|---|---|
| การใช้ตู้ | ผู้ส่งรายเดียวใช้ตู้ทั้งใบ | แชร์ตู้กับผู้ส่งรายอื่น |
| วิธีคิดค่าระวาง | ราคาต่อตู้ | ตาม W/M (CBM หรือตัน แล้วแต่ค่าใดมากกว่า) และมีขั้นต่ำ |
| สถานที่บรรจุและรับสินค้า | บรรจุและเปิดตู้ที่โรงงานหรือคลังของผู้ส่งและผู้รับ | ส่งและรับสินค้าที่ CFS |
| ค่าใช้จ่ายเฉพาะ | ค่าภาระเกี่ยวกับตู้ เช่น THC, Demurrage, Detention | ค่า CFS และค่ารวม/แยกสินค้าทั้งสองฝั่ง |
| ระยะเวลา | โดยทั่วไปเร็วกว่า | มักนานกว่าเพราะมีขั้นตอนที่ CFS |
| การขนย้ายและความเสี่ยง | จับต้องสินค้าน้อย ปิดซีลตลอดทาง | ขนย้ายหลายครั้ง เสี่ยงเสียหายหรือล่าช้ามากกว่า |
| การคืนตู้ | ผู้รับต้องคืนตู้เปล่าตามกำหนด | ไม่ต้องคืนตู้เอง |
| เหมาะกับ | สินค้าปริมาณมาก เปราะบาง มูลค่าสูง หรือเร่งด่วน | สินค้าปริมาณน้อย สั่งซื้อทดลอง หรือส่งบ่อยครั้งละไม่มาก |
เช็กลิสต์ก่อนเลือก FCL หรือ LCL
- คำนวณ CBM และน้ำหนักรวมจาก Packing List แล้วหาว่าสินค้าคิดตามปริมาตรหรือน้ำหนัก
- ขอใบเสนอราคาทั้ง FCL และ LCL สำหรับเส้นทางเดียวกัน พร้อมค่าใช้จ่ายต้นทางและปลายทางครบทุกรายการ
- เทียบต้นทุนรวมจนสินค้าถึงคลัง รวมค่าขนส่งทางบกและค่าฝากเก็บที่อาจเกิดขึ้น
- ตรวจว่ากำหนดส่งของรับระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นของ LCL ได้หรือไม่
- ประเมินความเปราะบางและมูลค่าสินค้า แล้ววางแผนบรรจุหีบห่อและประกันภัย
- สินค้าอันตรายหรือสินค้าควบคุม ให้สอบถามเงื่อนไขการรับสินค้าและใบอนุญาตก่อนจอง
- หากเลือก FCL ให้ตรวจขนาดตู้ เงื่อนไข Free Time และความพร้อมของคลังในการขนถ่ายและคืนตู้
หากต้องการคำปรึกษาในการเลือกระหว่าง FCL และ LCL การคำนวณปริมาตรสินค้า หรือการวางแผนขนส่งทางเรือทั้งขาเข้าและขาออก สามารถติดต่อทีมงาน KTC Global Logistics ได้ที่ โทร 02-286-1967 หรือ LINE: @ktclogistics