โลโก้ KTC Global Logistics

KTC Global Logistics ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและโซลูชันด้านโลจิสติกส์ สำหรับธุรกิจนำเข้าและส่งออก

ติดต่อเรา

Follow us:

เดินพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าและส่งออก
  • พฤศจิกายน 6, 2026
  • 1 Mins

HS Code คืออะไร

HS Code หรือพิกัดศุลกากร คือรหัสตัวเลขที่ใช้จำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ มาจากระบบ Harmonized System (HS) ที่องค์การศุลกากรโลก (WCO) พัฒนาขึ้นและใช้บังคับผ่านอนุสัญญาระหว่างประเทศ สินค้าแต่ละกลุ่มจะมีรหัส 6 หลักที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก ปัจจุบันมากกว่า 200 ประเทศและเขตเศรษฐกิจใช้ระบบนี้เป็นฐานของพิกัดอัตราศุลกากรและสถิติการค้า และสินค้ามากกว่าร้อยละ 98 ของการค้าโลกจำแนกตามระบบ HS

สำหรับผู้นำเข้าและผู้ส่งออก HS Code เป็นตัวกำหนดว่าต้องเสียอากรเท่าไร ใช้สิทธิ FTA ได้หรือไม่ และต้องมีใบอนุญาตหรือไม่ พิกัดที่ผิดจึงกระทบทั้งต้นทุนและความเสี่ยงทางกฎหมาย

โครงสร้างพิกัดศุลกากรของไทย

พิกัดของไทยต่อยอดจากรหัส 6 หลักของ WCO เป็น 8 หลักตามพิกัดศุลกากรอาเซียน (ASEAN Harmonised Tariff Nomenclature: AHTN) ซึ่งใช้ร่วมกันในประเทศสมาชิกอาเซียน และเมื่อสำแดงในใบขนสินค้าจะมีรหัสสถิติอีก 3 หลักที่กรมศุลกากรกำหนดเพื่อจำแนกสินค้าให้ละเอียดขึ้นสำหรับสถิติการค้า รวมเป็น 11 หลัก ตัวอย่างจากอินโฟกราฟิกของธนาคารแห่งประเทศไทย แล็ปท็อปใช้รหัส 8471.30.20.000

ระดับ ตัวอย่าง ผู้กำหนด
ตอน (2 หลัก) 84 WCO
ประเภท (4 หลัก) 8471 WCO
ประเภทย่อย (6 หลัก) 8471.30 WCO ใช้เหมือนกันทั่วโลก
พิกัด 8 หลัก 8471.30.20 อาเซียน (AHTN)
รหัสสถิติ (3 หลัก) 8471.30.20.000 กรมศุลกากรไทย

พิกัดอัตราอากรขาเข้าฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือบัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2564 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 และปรับตาม HS 2022 และ AHTN 2022 ระบบ HS จะทบทวนเป็นรอบ รอบถัดไปคือ HS 2028 ซึ่ง WCO กำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2028 (พ.ศ. 2571) ฝั่งอาเซียนเริ่มทบทวน AHTN 2022 เพื่อเตรียมจัดทำ AHTN 2028 แล้ว แต่ ณ วันที่เขียนบทความนี้ ยังไม่พบประกาศของกรมศุลกากรไทยที่กำหนดวันใช้พิกัดฉบับใหม่ เมื่อพิกัดเปลี่ยน ควรตรวจตารางเปรียบเทียบพิกัดที่กรมศุลกากรเผยแพร่

HS Code กำหนดอะไรบ้างในการนำเข้าและส่งออก

  • อัตราอากร: อากรขาเข้าคำนวณจากอัตราที่ผูกกับพิกัดแต่ละรายการ สินค้าที่หน้าตาคล้ายกันแต่อยู่คนละพิกัดอาจเสียอากรต่างกันมาก
  • สิทธิ FTA: อัตราอากรพิเศษตามความตกลงการค้าเสรีกำหนดเป็นรายพิกัด และกฎถิ่นกำเนิดหลายข้อก็อ้างอิงพิกัด เช่น เกณฑ์การเปลี่ยนประเภทพิกัด หากพิกัดผิด สิทธิที่คาดว่าจะได้อาจใช้ไม่ได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ C/O คืออะไร
  • มาตรการควบคุมและใบอนุญาต: ฐานข้อมูลอัตราอากรของกรมศุลกากรแสดงข้อมูลใบอนุญาตและใบรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับพิกัดแต่ละรายการ ทำให้พิกัดเป็นจุดตั้งต้นในการตรวจว่าสินค้าเป็นของต้องกำกัดหรือไม่
  • ฝั่งผู้ส่งออก: ไทยมีพิกัดอัตราอากรขาออกสำหรับสินค้าบางรายการ และพิกัดที่ระบุในเอกสารส่งออกหรือ C/O จะถูกใช้ต่อที่ประเทศปลายทาง ซึ่งอาจแบ่งรหัสหลังหลักที่ 6 ต่างจากไทย

วิธีหาพิกัดศุลกากรด้วยตัวเองบนเว็บไซต์กรมศุลกากร

เครื่องมือหลักคือระบบข้อมูลอัตราอากร (Integrated Tariff Database) ที่ itd.customs.go.th ซึ่งเข้าได้จากเมนู “ค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร” ในส่วนบริการอิเล็กทรอนิกส์ของ customs.go.th แนวทางใช้งานมีดังนี้

  1. ค้นหาพิกัดอัตราอากรขาเข้า: ค้นได้ด้วยรหัสพิกัด 2, 4, 6 หรือ 8 หลัก หรือคำอธิบายภาษาไทยหรืออังกฤษ และระบุวันที่นำเข้า เพราะอัตราอากรเปลี่ยนตามช่วงเวลา
  2. เปิดดูรายละเอียดพิกัด: ระบบแสดงอัตราอากรที่เรียกเก็บ โดยเลือกดูอัตราตามสิทธิพิเศษได้ พร้อมประกาศกระทรวงการคลังที่อ้างอิง และข้อมูลใบอนุญาตหรือใบรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง
  3. ตรวจรหัสสถิติ: ใช้เมนู “รหัสสถิติ” หา 3 หลักท้ายให้ครบก่อนส่งข้อมูลให้ตัวแทนออกของ
  4. ค้นคำวินิจฉัยที่มีอยู่แล้ว: เว็บไซต์กรมศุลกากรมีเมนู “ค้นหาคำวินิจฉัยพิกัดอัตราอากร” และระบบสืบค้นผลคำวินิจฉัยใน Tariff e-Service ช่วยดูว่าสินค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันเคยถูกจัดเข้าพิกัดใด

ข้อควรระวังคือ อย่าเลือกพิกัดจากชื่อสินค้าที่คล้ายกันเพียงอย่างเดียว ต้องอ่านข้อความของประเภทและหมายเหตุของหมวดและตอนประกอบเสมอ

หลักการตีความพิกัด (GIR) ฉบับเข้าใจง่าย

ระบบ HS มีหลักการตีความ 6 ข้อ (General Interpretative Rules) ที่ต้องใช้ตามลำดับ ถ้าข้อแรกตัดสินได้แล้ว ไม่ต้องไปข้อถัดไป

  1. ข้อ 1: ชื่อหมวดและชื่อตอนใช้เพื่อความสะดวกในการค้นเท่านั้น การจัดพิกัดตามกฎหมายต้องดูจากข้อความของประเภทและหมายเหตุของหมวดหรือตอน
  2. ข้อ 2: (ก) ของที่ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่เสร็จ หรือถอดแยกชิ้นมา ให้จัดเป็นของสำเร็จ ถ้ามีลักษณะสำคัญของของสำเร็จแล้ว (ข) ประเภทที่ระบุวัตถุใด ให้รวมถึงของผสมหรือของที่ทำด้วยวัตถุนั้นบางส่วนด้วย ส่วนของที่ทำจากหลายวัตถุให้ไปใช้ข้อ 3
  3. ข้อ 3: เมื่อเข้าได้หลายประเภท (ก) เลือกประเภทที่ระบุรายละเอียดเจาะจงที่สุด (ข) ถ้ายังตัดสินไม่ได้ ให้จัดตามวัตถุหรือส่วนประกอบที่ให้ลักษณะสำคัญ เช่น พิจารณาจากหน้าที่ใช้งาน น้ำหนัก หรือมูลค่า ใช้กับของผสม ของประกอบ และชุดสินค้าขายปลีกด้วย (ค) ถ้ายังไม่ได้อีก ให้เลือกประเภทที่อยู่ลำดับหลังสุดในบรรดาประเภทที่พิจารณา
  4. ข้อ 4: ของที่จัดตามข้อข้างต้นไม่ได้ ให้จัดเข้าประเภทของที่คล้ายคลึงที่สุด
  5. ข้อ 5: กล่องหรือซองที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับของนั้น ใช้งานได้นาน และขายมาพร้อมกัน ให้จัดพิกัดรวมกับตัวสินค้า ส่วนวัสดุหีบห่อที่มาพร้อมสินค้าก็จัดรวมกับสินค้า เว้นแต่เป็นภาชนะที่เห็นได้ชัดว่าใช้ซ้ำได้
  6. ข้อ 6: การเลือกประเภทย่อยใช้หลักเดียวกัน แต่เปรียบเทียบเฉพาะประเภทย่อยในระดับเดียวกัน

การขอคำวินิจฉัยพิกัดอัตราศุลกากรล่วงหน้า (Advance Ruling)

หากไม่แน่ใจพิกัด โดยเฉพาะสินค้าใหม่ สินค้าที่มีหลายฟังก์ชัน หรือสินค้าที่อัตราอากรต่างกันมากระหว่างพิกัดที่เป็นไปได้ ผู้นำเข้าขอให้กรมศุลกากรตีความพิกัดก่อนนำเข้าได้ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 โดยหลักเกณฑ์อยู่ในประกาศกรมศุลกากรที่ 17/2561 สาระสำคัญมีดังนี้

  • ช่องทางยื่น: ยื่นแบบคำร้องด้วยตนเองที่หน่วยงานด้านพิกัดของกรมศุลกากร หรือยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Advance Tariff Ruling ใน Tariff e-Service ซึ่งต้องลงทะเบียนผู้ใช้ก่อน กรณียื่นในนามนิติบุคคลหรือตัวแทนออกของยื่นแทนบริษัทอื่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทต้องลงทะเบียนกับกรมศุลกากรแล้ว
  • คำร้อง 1 ฉบับต่อสินค้า 1 ชนิด 1 รุ่น 1 ขนาด ถ้ามีหลายรุ่นต้องแยกคำร้อง
  • ข้อมูลที่ต้องเตรียม: คำอธิบายสินค้าเป็นภาษาไทย ชื่อทางการค้า ยี่ห้อ รุ่น คุณลักษณะเฉพาะ ส่วนผสม สูตรการผลิต โครงสร้างทางเคมี กรรมวิธีการผลิต ลักษณะการทำงาน ตัวอย่าง ภาพถ่าย แค็ตตาล็อก ผลวิเคราะห์ และข้อมูลพิกัดของสินค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันที่เคยมีการจำแนกไว้ ตามที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น
  • ระยะเวลา: กรณีมีเอกสารแสดงว่าจะนำเข้า เช่น ใบสั่งซื้อ สัญญาซื้อขาย หรือ Proforma Invoice ต้องยื่นไม่น้อยกว่า 30 วันทำการก่อนนำเข้า และกรมฯ จะพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วันทำการนับแต่รับคำร้องไว้พิจารณา กรณีไม่มีเอกสารดังกล่าว กำหนดพิจารณาภายใน 60 วันทำการ ทั้งนี้ไม่นับเวลาที่รอข้อมูลเพิ่มเติม
  • ค่าธรรมเนียม: ชำระตามอัตราที่กฎกระทรวงกำหนด หลังเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเอกสารครบและออกใบสั่งเก็บเงิน
  • ผลของคำวินิจฉัย: ใช้อ้างอิงในการสำแดงพิกัดในใบขนสินค้า มีผล 2 ปีนับแต่วันออกหนังสือแจ้งผล ใช้ได้เฉพาะผู้ยื่นคำร้องและเฉพาะของที่เหมือนกันทุกประการ หากให้ข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ครบ ผลจะถูกยกเลิกนับแต่วันที่ออก และจะสิ้นผลเมื่อกฎหมายพิกัดเปลี่ยนจนการตีความเปลี่ยนไป
  • ข้อจำกัด: กรมฯ จะไม่พิจารณาสินค้าชนิดเดียวกันกับที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์พิกัด หรืออยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานภายในกรมศุลกากร หรืออยู่ในชั้นศาล หากไม่เห็นด้วยกับผล ขอทบทวนได้ภายใน 15 วันทำการนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งผล

กรณีสินค้ามาถึงแล้วและยังมีข้อสงสัยเรื่องพิกัด ประกาศกรมศุลกากรที่ 28/2564 เปิดให้ผู้นำเข้าชำระอากรตามพิกัดที่อัตราต่ำกว่า และวางประกันอากรส่วนต่างตามพิกัดที่อัตราสูงกว่า พร้อมขอพบพนักงานศุลกากรเพื่อพิจารณาพิกัด แทนการเดาพิกัดแล้วสำแดงไป

สำแดงพิกัดผิด เสียหายอย่างไร

ผลกระทบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ที่ผู้ประกอบการควรรู้ มีดังนี้

  • ถูกเรียกเก็บอากรที่ขาดย้อนหลัง: กรมศุลกากรมีสิทธิเรียกเก็บอากรที่ไม่ได้เสียหรือเสียไม่ครบภายในอายุความ 10 ปีนับแต่วันยื่นใบขนสินค้า เว้นแต่เกิดจากการคำนวณอากรผิด ซึ่งมีอายุความ 2 ปี (มาตรา 21) พิกัดที่สำแดงผิดจึงอาจถูกตรวจพบหลังสินค้าออกไปนานแล้ว
  • เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ: อากรที่เสียไม่ครบต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม นับแต่วันนำของออกจากอารักขาศุลกากร โดยรวมแล้วไม่เกินจำนวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม และหากไม่ชำระภายใน 30 วันนับแต่ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากร ต้องเสียเบี้ยปรับอีกร้อยละ 20 ของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม (มาตรา 22)
  • โทษฐานยื่นข้อมูลไม่ถูกต้อง: การยื่นใบขนสินค้า เอกสาร หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ อันอาจทำให้พนักงานศุลกากรสำคัญผิด มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท (มาตรา 202) และกฎหมายกำหนดให้ต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา (มาตรา 252)
  • กรณีมีเจตนาหลีกเลี่ยงอากร: มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าถึงสี่เท่าของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของ (มาตรา 243)
  • กรณีเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้าม: หากพิกัดที่ผิดทำให้ของต้องกำกัดผ่านไปโดยไม่มีใบอนุญาต อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 244 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เช็กลิสต์ก่อนสำแดงพิกัดศุลกากร

  1. เก็บข้อมูลสินค้าให้ครบตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ได้แก่ วัสดุ ส่วนผสม หน้าที่การใช้งาน วิธีทำงาน รุ่น แค็ตตาล็อก และภาพถ่าย
  2. หาพิกัดเบื้องต้นในระบบข้อมูลอัตราอากร โดยระบุวันที่นำเข้าจริง และอ่านหมายเหตุของหมวดและตอนประกอบ
  3. ไล่ตามหลักการตีความทีละข้อ และบันทึกเหตุผลที่เลือกพิกัดนั้นไว้เป็นหลักฐาน
  4. ค้นคำวินิจฉัยพิกัดของสินค้าที่เหมือนหรือคล้ายกัน
  5. ตรวจอัตราอากรปกติ อัตราตาม FTA ที่จะใช้ และข้อมูลใบอนุญาตของพิกัดนั้น
  6. เทียบพิกัดในอินวอยซ์ C/O และเอกสารจากผู้ขายให้ตรงกัน หากไม่ตรงให้หาสาเหตุก่อนสินค้าออกจากต้นทาง
  7. สินค้าที่นำเข้าซ้ำและยังไม่แน่ใจ พิจารณาขอคำวินิจฉัยล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วันทำการก่อนนำเข้า
  8. ติดตามการเปลี่ยนพิกัดตาม HS 2028 และทบทวนพิกัดในฐานข้อมูลสินค้าของบริษัทเมื่อมีประกาศ

การตรวจพิกัดควรทำตั้งแต่ต้นของขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเชิงพาณิชย์ เพราะใช้ต่อทั้งการคำนวณภาษี การขอใบอนุญาต และการใช้สิทธิลดอากร

หากต้องการคำปรึกษาเรื่องการตรวจสอบพิกัดศุลกากร การเตรียมข้อมูลขอคำวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า หรือการดำเนินพิธีการศุลกากรนำเข้าและส่งออก สามารถติดต่อทีมงาน KTC Global Logistics ได้ที่ โทร 02-286-1967 หรือ LINE: @ktclogistics

ต้องการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า? ให้เราช่วยประเมินการขนส่ง

KTC Global Logistics ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและบริการโลจิสติกส์ พร้อมดูแลและประสานงานการขนส่งสำหรับธุรกิจนำเข้าและส่งออก

ติดต่อเรา

โลโก้เครือข่ายโลจิสติกส์ JCtrans และ WCAworld

Copyright © KTC GLOBAL LOGISTICS | All Rights Reserved | ข้อกำหนดและเงื่อนไข